ใครที่กำลังคิดว่า “จะเริ่มขายสินค้าออนไลน์ดีไหม” เพราะอาจจะมีความกังวลในเรื่องของเงินทุนและในเรื่องความเสี่ยงในการสต็อกของ กลัวว่าเมื่อสั่งของมาแล้วอาจจะขายไม่ออกหรือขายไม่หมด กลัวว่าเงินจมไปกับสต็อก จนทำให้ไม่กล้าเริ่มต้นสักที ทรายขอบอกว่า ยังมีโมเดลธุรกิจอีกแบบนึงที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะช่วยทำให้เริ่มต้นการทำธุรกิจขายของออนไลน์ได้ซะที นั่นได้แก่ การพรีออเดอร์ (Pre-order)
สำหรับบทความนี้ ทรายจะอธิบายมาเจาะลึกในทุกแง่มุมเพื่อตอบคำถามต่าง ๆ ที่คาใจของหลายคนให้ชัด ๆ เลยค่ะว่า ตกลงแล้ว พรีออเดอร์คืออะไร กันแน่ แล้วมันเหมาะกับมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นนำเข้าสินค้าจากจีนจริงไหม เราจะมาอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ กันค่ะว่ามันทำงานยังไง และมือใหม่ต้องรู้อะไรบ้างก่อนจะตัดสินใจต่อไปค่ะ
สารบัญ
Toggleพรีออเดอร์ คืออะไร (Pre-order) เข้าใจง่าย ๆ ใน 2 นาที
ถ้าจะให้อธิบายคำว่า “พรีออเดอร์” แบบเข้าใจง่ายที่สุดเลยนะคะ มันคือโมเดลการขายของที่ “รับเงินลูกค้ามาก่อน แล้วค่อยสั่งของ” ค่ะ
พูดง่าย ๆ ก็คือ ตัวเราที่เป็นแม่ค้าจะทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ค่ะ เราจะไปหาสินค้าที่น่าสนใจ (เช่น จากเว็บจีนอย่าง 1688 หรือ Taobao) แล้วนำรูปและรายละเอียดมาโพสต์ขาย เพื่อเปิดรับออเดอร์จากลูกค้า โดยจะมีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน เช่น “เปิดรับออเดอร์ถึงวันที่ 15 นี้นะคะ” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “วันปิดรอบ” นั่นเองค่ะ
เมื่อถึงวันปิดรอบ เราก็จะสรุปยอดทั้งหมดว่ามีลูกค้าสั่งอะไรมาบ้าง รับโอนเงินจากลูกค้าจนครบ แล้วเราถึงค่อยนำเงินนั้นไปกดสั่งซื้อสินค้ากับโรงงานหรือร้านค้าที่จีนค่ะ
เห็นไหมคะว่า หัวใจสำคัญของมันก็คือ เราแทบไม่ต้องใช้เงินของตัวเองในการสต็อกสินค้าไว้ก่อนเลย หรือที่หลายคนเรียกว่าโมเดล “จับเสือมือเปล่า” ก็ไม่ผิดนักค่ะ เราจะสั่งของก็ต่อเมื่อมีออเดอร์และได้รับเงินจากลูกค้ามาแล้วจริง ๆ เท่านั้นเองค่ะ
ข้อดี-ข้อเสีย ของการทำธุรกิจแบบพรีออเดอร์
แน่นอนค่ะว่าทุกโมเดลธุรกิจก็ต้องมีทั้งจุดแข็งและจุดที่เราต้องคอยบริหารจัดการให้ดีนะคะ การเปิดรับออเดอร์ในรูปแบบนี้ก็เหมือนกันค่ะ ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีอย่างเดียว เดี๋ยวทรายจะค่อย ๆ อธิบายให้ฟังนะคะ
มาดูข้อดีกันก่อน (จุดเด่นที่ทำให้คนชอบ)
ข้อดีที่สุดเลยที่ทุกคนชอบและเป็นหัวใจของโมเดลนี้ก็คือ การที่เรา “ไม่ต้องสต็อกของ” เองเลยค่ะ นี่คือจุดที่ทำให้ความเสี่ยงของเราต่ำมาก ๆ (Rule 12 ) เราไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ไปซื้อของมากองไว้ก่อน ทำให้ปัญหา “เงินจม” หรือ “ทุนหาย” แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยค่ะ เพราะเราใช้โมเดล “รับเงินลูกค้ามาก่อน” แล้วค่อยเอาเงินนั้นไปจ่ายค่าของ ทำให้เรามีเงินสดหมุนเวียนสบาย ๆ ค่ะ
นอกจากนี้ มันยังเป็นวิธี “ทดลองตลาด” ที่ดีที่สุดเลยนะคะ อยากรู้ว่าสินค้าตัวไหนจะฮิต ตัวไหนจะรุ่ง ก็แค่ลองโพสต์ขายดูก่อนได้เลย ถ้าขายไม่ได้เราก็ไม่เจ็บตัวอะไรค่ะ แถมยังทำให้ร้านเราสามารถมีสินค้าให้เลือกขายได้หลากหลายแบบสุด ๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่เก็บของเลยค่ะ
ส่วนข้อเสีย (สิ่งที่ต้องบริหารจัดการ)
แน่นอนว่าพอมีข้อดีแล้ว ก็มีจุดที่เราต้องระวังเหมือนกันค่ะ ข้อเสียหลัก ๆ เลยก็คือ “ลูกค้าต้องรอของนาน” ค่ะ โมเดลนี้จะไม่เหมาะเลยสำหรับคนที่รีบใช้ของ ซึ่งเราต้องสื่อสารกับลูกค้าให้ชัดเจนมาก ๆ ตั้งแต่ก่อนเขาสั่งซื้อนะคะ
อีกเรื่องที่เราต้องเจอแน่ ๆ ก็คือ “ความไม่แน่นอน” จากฝั่งร้านค้าที่จีนค่ะ บางที “ร้านจีนส่งของช้า” บ้างล่ะ ส่งมาผิดสี ผิดไซส์ หรือของหมดกะทันหันหลังจากเรารับโอนเงินลูกค้ามาแล้วก็มีค่ะ เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นได้เสมอ และสุดท้ายที่สำคัญมาก ๆ คือ แม่ค้าต้อง “แม่นเรื่องรอบปิดตู้” ของชิปปิ้งที่เราใช้มาก ๆ ค่ะ (Rule 12) ถ้าเราคำนวณรอบเรือหรือรอบรถพลาด ก็อาจจะทำให้เราแจ้งวันที่ของจะถึงไทยให้ลูกค้าผิดเพี้ยนไปเลย ซึ่งตรงนี้ต้องระวังและต้องเลือกชิปปิ้งที่รอบตู้แน่นอนค่ะ
พรีออเดอร์จีน เหมาะกับใครบ้าง
พอเห็นข้อดีข้อเสียแล้ว หลายคนน่าจะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นนะคะว่าตัวเองเหมาะกับโมเดลนี้ไหม ถ้าถามทรายว่า พรีออเดอร์จีน เหมาะกับใครเป็นพิเศษ ทรายคิดว่าเหมาะกับคนหลายกลุ่มเลยค่ะ
กลุ่มแรกที่ชัดเจนที่สุดก็คือ คนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือ “มือใหม่” ที่เพิ่งเข้าวงการนำเข้า แต่มีงบประมาณจำกัด หรือยังไม่กล้าเสี่ยงเอาเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนสต็อกของเองค่ะ การเปิดรับออเดอร์ในรูปแบบนี้จะช่วยให้คุณเริ่มต้นได้โดยใช้เงินทุนน้อยที่สุด (หรือแทบไม่ใช้เลย) เป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ตลาดไปก่อน
อีกกลุ่มที่เหมาะมาก ๆ ก็คือ คนที่อยากทดสอบตลาด หรือหาสินค้าใหม่ ๆ มาขายค่ะ เช่น เราเห็นสินค้าตัวนี้น่าสนใจ แต่ไม่แน่ใจว่าจะขายดีในไทยไหม ก็ลองเอามาเปิดรับออเดอร์ดูกระแสก่อนได้ ถ้าผลตอบรับดี ค่อยขยับไปสั่งมาสต็อกเองในอนาคตก็ยังได้ แต่ถ้ามันขายไม่ได้ เราก็แค่ปิดรอบไป ไม่ได้เจ็บตัวอะไรเลย
และสุดท้าย ก็ยังเหมาะกับคนที่มีร้านค้าหรือขายของแบบมีสต็อกอยู่แล้วนะคะ แต่อยากจะ “เพิ่มไลน์สินค้า” หรือเพิ่มความหลากหลายให้กับร้านตัวเอง เช่น ปกติเราขายเสื้อผ้า แต่เห็นว่ากระเป๋ารุ่นนี้ก็น่าจะขายได้คู่กัน เราก็แค่เปิดออเดอร์กระเป๋าเพิ่มเข้ามา โดยที่เราไม่ต้องไปหาที่เก็บสต็อกกระเป๋าเพิ่ม หรือใช้เงินไปจมกับสินค้ากลุ่มใหม่เลยค่ะ
พอเราเข้าใจแล้วว่าการเปิดรับออเดอร์รูปแบบนี้คืออะไร และเหมาะกับใครบ้าง ทีนี้มาดูขั้นตอนจริง ๆ กันบ้างค่ะว่า ถ้ามือใหม่อยากจะเริ่มทำ ต้องเริ่มจากตรงไหนยังไงบ้าง ทรายสรุปมาให้เป็น 5 ขั้นตอนง่าย ๆ เลยค่ะ
ขั้นตอนทำพรีออเดอร์จีนสำหรับมือใหม่
พอเราชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อเสียแล้ว ถ้าคิดว่าโมเดลนี้แหละที่เหมาะกับเรา คำถามต่อมาก็คือ “แล้วจะเริ่มยังไงล่ะ” ใช่ไหมคะ… เอาล่ะค่ะ ทรายจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังเป็นฉาก ๆ เลยนะคะว่ากระบวนการมันเป็นยังไง
1. หาสินค้าและร้านค้าจีนที่ไว้ใจได้
นี่คือด่านแรกที่สำคัญมาก ๆ เลยค่ะ เราต้องเริ่มจากการหาสินค้าที่เราอยากขายก่อน อาจจะดูว่ากระแสตอนนี้อะไรกำลังฮิต หรือเป็นของที่เรามีความชอบเป็นการส่วนตัวก็ได้ แหล่งหลัก ๆ ก็คือเว็บจีนอย่าง 1688 หรือ Taobao ค่ะ แต่ที่ทรายอยากเน้นย้ำเลยก็คือ การ “หาร้านค้า” ที่ไว้ใจได้ด้วยนะคะ เราต้องหัดดูรีวิวร้าน ดูเครดิต หรือดูยอดขายที่ผ่านมาของเขาประกอบกันไปด้วย เพื่อลดความเสี่ยงที่จะโดนร้านจีนโกงหรือไม่ส่งของให้เราค่ะ
2. เปิดรับออเดอร์และกำหนด “วันปิดรอบ”
พอได้สินค้าที่จะขายแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือโปรโมตค่ะ เราก็นำรูปกับรายละเอียดสินค้ามาโพสต์ในช่องทางของเรา ไม่ว่าจะเป็น Facebook, IG, หรือ TikTok สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยและต้องชัดเจนที่สุดก็คือ “วันปิดรอบ” ค่ะ เราต้องบอกลูกค้าไปเลย เช่น “ปิดรอบทุกวันศุกร์” หรือ “รอบนี้ปิดรับโอนวันที่ 15 นะคะ” เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าต้องตัดสินใจโอนเงินเมื่อไหร่
3. รับโอนเงินจากลูกค้า และกดสั่งของจากจีน
พอลูกค้าเริ่มโอนเงินเข้ามา เราก็จดออเดอร์ไว้ค่ะ พอถึงวันปิดรอบ ที่เราประกาศไว้ปุ๊บ เราก็ต้องรีบสรุปยอดทั้งหมดว่ามีใครสั่งอะไรมาบ้าง แล้วก็เข้าไปกดสั่งซื้อสินค้ากับร้านค้าจีนที่เราเลือกไว้ในขั้นตอนแรกได้เลย โดยใช้เงินที่เรารับมาจากลูกค้านั่นแหละค่ะไปจ่าย
4. เลือกชิปปิ้งเพื่อนำเข้า
ตรงนี้สำคัญมาก ๆ ค่ะ หลังจากเราสั่งของกับร้านจีนแล้ว เราจะให้เขาส่งตรงมาไทยเลยไม่ได้นะคะ เราต้องแจ้งให้ร้านจีนส่งของไปที่โกดังของชิปปิ้งที่อยู่ในจีนก่อนค่ะ หน้าที่ของเราคือต้องเลือกบริษัทชิปปิ้ง (Shipping) ที่ไว้ใจได้ มีรอบนำเข้าที่ชัดเจน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเราในการรับของที่จีน, ดำเนินการเรื่องภาษี, และขนส่งข้ามประเทศมายังประเทศไทยค่ะ
5. รอของถึงไทย เคลียร์ของ และจัดส่งให้ลูกค้า
ขั้นตอนสุดท้ายแล้วค่ะ พอชิปปิ้งแจ้งว่าสินค้าของเราเดินทางมาถึงโกดังที่ไทยแล้ว เราก็ทำการจ่ายค่าขนส่งระหว่างประเทศ (ค่าชิปปิ้ง) ให้เรียบร้อย จากนั้นเราก็รอรับของที่บ้าน (หรือบางเจ้าก็ต้องไปรับเอง) พอได้ของมาปุ๊บ สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจเช็กความถูกต้อง ก่อนเลยนะคะ เช็กว่าของครบไหม, ตรงสเป็กไหม ถ้าทุกอย่างโอเค ก็ได้เวลาแพ็กของ แล้วจัดส่งต่อให้ลูกค้าของเราในไทยที่รออยู่ได้เลยค่ะ
1688shipping ช่วยให้การทำพรีออเดอร์ของคุณง่ายขึ้นได้อย่างไร
ถ้าคุณลูกค้าได้ลองทำการสั่งมาสักพัก จะรู้เลยค่ะว่าปัญหาหลัก ๆ ที่ทำให้เราปวดหัว ไม่ใช่แค่การหาสินค้า แต่คือเรื่องการรอคอยและความไม่แน่นอนของการขนส่งต่างหาก
หลายครั้งที่เราตอบลูกค้าไม่ได้ชัด ๆ ว่าของจะถึงไทยเมื่อไหร่กันแน่ หรือบางทีชิปปิ้งที่เราใช้ก็ไม่มีรอบตู้ที่แน่นอน ทำให้เรากำหนดวันปิดรอบได้ยากมาก ๆ ลูกค้าก็ต้องรอนานจนเริ่มไม่พอใจ ปัญหานี้เป็นปัญหาคลาสสิกของคนทำการสั่งสินค้าแบบนี้กันเลยค่ะ ตรงนี้แหละค่ะคือจุดที่ 1688shipping เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้คุณได้
เราเข้าใจหัวอกคนทำพรีออเดอร์ดีมาก ๆ ค่ะ สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดเลยก็คือ เรามีรอบตู้ขนส่งทั้งทางรถและทางเรือที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ
ข้อดีก็คือ มันจะทำให้แม่ค้าอย่างคุณสามารถวางแผนธุรกิจได้แม่นยำขึ้นมาก ๆ ค่ะ พอคุณรู้รอบตู้ที่แน่นอนจากเรา คุณก็จะสามารถกำหนดวันปิดรอบของร้านคุณได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญคือ คุณจะสามารถคำนวณและแจ้งกำหนดวันที่ของจะถึงไทยให้กับลูกค้าของคุณได้อย่างค่อนข้างแม่นยำด้วย การที่ลูกค้าไม่ต้องรอแบบไร้จุดหมาย มันช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ร้านของคุณได้มหาศาลเลยนะคะ
เราเลยไม่ใช่แค่ชิปปิ้งที่รับส่งของ แต่เราคือพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจระบบงานการสั่งสินค้าในรูปแบบนี้ ที่จะช่วยให้คุณบริหารจัดการหลังบ้านได้ง่ายขึ้น ติดตามสถานะสินค้าได้จริง และช่วยให้การเคลียร์สินค้าที่ด่านเป็นไปอย่างราบรื่นค่ะ
หากคุณกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ชิปปิ้งที่เข้าใจคนเปิดรับออเดอร์ในรูปแบบนี้จริง ๆ สามารถทักเข้ามาปรึกษาทีมงาน 1688shipping เรื่องรอบตู้และบริการนำเข้าของเราได้เลยนะคะ ยินดีให้คำแนะนำค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ต้องรอของกี่วัน
อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตเลยค่ะ ทรายต้องบอกว่ามันไม่ตายตัวเป๊ะ ๆ นะคะ แต่ถ้าให้ตอบแบบกว้าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ประมาณ 15-30 วันค่ะ มันขึ้นอยู่กับหลายอย่างประกอบกันเลย อย่างแรกเลยคือ เราเลือกขนส่งแบบไหน ถ้ามาทางรถก็จะเร็วกว่าทางเรือหน่อย แล้วก็ต้องดูด้วยว่าร้านค้าที่จีนเขาใช้เวลาเตรียมของส่งออกมาที่โกดังเรากี่วัน บวกกับว่าช่วงนั้นดันไปติดวันหยุดยาวอย่างตรุษจีนหรือวันชาติจีนด้วยหรือเปล่า… ปัจจัยพวกนี้มีผลกับเวลาทั้งหมดเลยค่ะ
ต้องจดทะเบียนการค้าไหม
ถ้าเอาตามกฎหมายให้ถูกต้องเป๊ะ ๆ เลย… คำตอบคือ ควรจด นะคะ เพราะจริง ๆ แล้วการขายของออนไลน์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเปิดรับออเดอร์แบบไม่มีสต็อกหรือมีสต็อก ถ้ารายได้เราถึงเกณฑ์ที่กำหนด มันก็ถือเป็นการทำธุรกิจที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ให้ถูกต้องค่ะ แนะนำว่าถ้าเราเริ่มทำจริงจังแล้ว มีออเดอร์เข้ามาสม่ำเสมอ ก็ควรไปจดให้เรียบร้อยเลยดีกว่าค่ะ จะได้สบายใจในระยะยาว
ถ้าของที่สั่งมามีปัญหา (เช่น ผิดสี/ผิดไซส์) ต้องทำอย่างไร
โอ้โห… อันนี้เป็นเรื่องที่คนเปิดรับออเดอร์รูปแบบนี้เจอกันบ่อยและปวดหัวมากค่ะ ทรายต้องบอกตามตรงว่ามันค่อนข้างเคลมยากกว่าการซื้อของในไทยนะคะ เพราะของมันข้ามน้ำข้ามทะเลมาแล้ว การจะส่งคืนกลับไปจีนนี่เรื่องใหญ่เลยค่ะ
ทางที่ดีที่สุดคือ เราต้องป้องกันตั้งแต่แรกค่ะ คือเลือกร้านค้าจีนที่เครดิตดี ๆ อย่างที่บอกไป แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาจริง ๆ สิ่งที่ทำได้คือ เราต้องลองคุยกับชิปปิ้งที่เราใช้ค่ะว่าเขามีนโยบายช่วยเจรจาหรือรับเคลมไหม (ซึ่งส่วนใหญ่ชิปปิ้งจะรับผิดชอบเฉพาะกรณีของ สูญหาย ระหว่างขนส่ง ไม่ใช่ของ ผิดสเป็ก) หรือเราอาจจะต้องลองคุยกับร้านจีนโดยตรงเพื่อขอส่วนลดในการสั่งครั้งหน้า… และสุดท้ายคือต้องคุยกับลูกค้าของเราในไทยอย่างตรงไปตรงมาค่ะ อาจจะเสนอเป็นส่วนลดพิเศษให้ลูกค้าเพื่อชดเชยความผิดพลาดนั้นไปค่ะ
บทสรุปปิดท้าย
จะเห็นได้เลยนะคะว่า โมเดลการเปิดรับออเดอร์แบบไม่มีสต็อกเนี่ย เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก ๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยากเริ่มธุรกิจนำเข้าจีน แต่มีงบประมาณจำกัด หรือยังกลัวความเสี่ยงเรื่องการสต็อกของ มันช่วยให้เราเริ่มต้นได้โดยไม่ต้องจมทุน และยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทดลองตลาดไปในตัวด้วยค่ะ
แต่ทรายก็อยากจะย้ำไว้อีกครั้งนะคะว่า ความสำเร็จของการทำพรีออเดอร์ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราหาสินค้าได้เจ๋งแค่ไหนเท่านั้น หัวใจสำคัญอีกครึ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือการมีพาร์ทเนอร์ชิปปิ้งที่ไว้ใจได้ และเข้าใจระบบงานของเราจริง ๆ ค่ะ เพราะการขนส่งที่รอบตู้ชัดเจน แม่นยำ และมีคนคอยให้คำปรึกษาที่ดี มันคือตัวตัดสินเลยค่ะว่าเราจะแจ้งลูกค้าได้ตามนัด และทำธุรกิจได้อย่างราบรื่นในระยะยาวหรือเปล่า